Healing of Tarot ดูดวง ไพ่ยิปซี ไพ่ทาโรต์จิตวิทยาสร้างสรรค์ เพื่อการปรึกษาและเรียนรู้ปัญหา สนใจโทร 082-218-8852

เวลาที่ผมจะต้องเตรียมตัวสอบ ผมไม่เคยอ่านหนังสือเรียนเลย ทำให้การทำข้อสอบแต่ละครั้งส่วนใหญ่จะได้คะแนนแบบคาบลูกคาบดอก ตกบ้าง และได้คะแนนดีบ้าง ผมจบการศึกษามาด้วยเกรดเฉลี่ยระดับพอใช้
วิชาที่ได้คะแนนดีส่วนใหญ่ของผม มักเป็นวิชาที่ผมรู้สึกสนุกกับการเรียน ผมยังจำภาพอาจารย์ที่สอนผมวิชาสิ่งแวดล้อมและสังคมได้เป็นอย่างดี ผมสอบได้คะแนนที่ 3 ของห้องจากนักศึกษาร้อยกว่าคน ไม่ใช่เพราะผมเก่ง แต่เพราะอาจารย์สอนสนุก และมักสอดแทรกความมีสาระผ่านการเล่าเรื่องให้คิดตามมากกว่าการท่องจำ
การสอบด้วยคำถามแบบมีคำตอบให้เป็นตัวเลือก ทำให้ผมสามารถตอบได้โดยไม่ต้องทบทวนก่อนเรียน เพราะต่อให้เราไม่รู้คำตอบที่ถูกต้อง ก็ยังมีคำตอบให้เราเลือกที่จะลองเสี่ยงตอบ เผื่อจะถูกได้อยู่
ไม่นานมานี้ มีเรื่องตลกร้ายที่เป็นเรื่องจริงที่สะท้อนถึงศักยภาพของระบบการศึกษาไทยว่ากำลังอยู่ในสภาวะตกต่ำเพียงใด กับคำถามที่ปรากฏในข้อสอบเกี่ยวกับวิธีการควบคุมอารมณ์ทางเพศ ซึ่งมีตัวเลือกให้เราตอบ 5 ตัวเลือก คือ ชวนเพื่อนไปเตะบอล ปรึกษาครอบครัว พยายามนอนให้หลับ ไปเที่ยวกับเพื่อนต่างเพศ และ ชวนเพื่อนสนิทไปดูหนัง
แม้ตัวเลือกจะดูสับสน แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะตอบข้อ "ปรึกษาผู้ปกครอง" เพราะลึกๆเรารู้อยู่ภายในใจว่าคำตอบนี้สามารถเอาอกเอาใจผู้มีอำนาจในการออกกฎเกณฑ์ได้มากที่สุด ถึงแม้คำตอบมันจะขัดกันเองภายในใจก็ตาม
แต่ที่น่าขันอย่างแรงคือ แม้แต่คำตอบที่คิดว่าถูกที่สุด ยังไม่ใช่คำตอบที่ถูก เพราะคำตอบที่ถูกต้องคือ "ชวนเพื่อนไปเตะบอล"
หลังจากข้อสอบข้อนี้ถูกเฉลย ก็มีการตีแผ่ในสื่อต่างๆมากมาย แน่นอน มันตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และที่สำคัญ คนออกข้อสอบและคนที่เกี่ยวข้องทุกคนถูกด่า
การสำเร็จความใคร่อาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดก็ได้ เพียงแต่เรื่องนี้มันรับไม่ได้เพราะมันไม่งามกระดากที่จะเอ่ยถึงสำหรับคนบางคน !!!
ที่น่าขันรอบสอง การไปเตะฟุตบอลก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูก เมื่องานวิจัยปรากฏแล้วว่าการออกกำลังกาย มีส่วนเพิ่มความต้องการทางเพศมากกว่าช่วยระงับ แสดงว่าแม้แต่คำตอบที่ถูก มันยังไม่ถูกต้อง
อย่างนี้อาจจะมีคนแทรกแผ่นดินหนี หรืออาจจะไม่หนี แต่เอาเท้าเขี่ยปัญหาเข้าใต้พรม
ระบบการศึกษาแบบนี้เป็นการปลูกผังความคิดบางอย่าง มันจะทำให้เราเชื่อว่าทุกๆหนึ่งปัญหา มันมีทางออกเพียงทางเดียว ทางอื่นที่คนอื่นคิดว่ามันไม่ใช่ มันคือทางที่ผิดไปโดยปริยาย
เราต้องรวย เราต้องสวย เราต้องเก่ง เราต้องได้ที่ 1 เราต้องเป็นหมอ เราต้องเป็นวิศวะ เราต้องเป็นนักร้อง เราต้องเป็นดารา นี่เป็นคำตอบเพียงหนึ่งเดียวที่เราถูกครอบงำโดยไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าเจอปัญหาอย่างเช่นแฟนทิ้ง ล้มละลาย เงินหาย ถูกปล้น สอบตก ทางเลือกมันควรจะต้องมีหลากหลายไม่ใช่หรือ
ชีวิตคงน่าเบื่อ ถ้าปัญหามันดันมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงแค่ข้อเดียว
ชายคนหนึ่งเป็นโรคร้าย หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่เดือน ไหนๆก็ไม่รอดแล้ว เขาเลยเช่าวีดีโอตลกมาดู ผลปรากฏว่าเขาหายจากโรคร้ายได้ด้วยเสียงหัวเราะ
ผู้หญิงคนหนึ่งถูกแฟนนอกใจ เธอเลือกที่จะแผ่เมตตาให้เขามีความสุข และเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุขจากการจากลาของฝ่ายชาย ไม่นานเธอขอบคุณวันนั้นที่เขาทิ้งเธอไป เพราะมันทำให้เธอรู้จักคุณค่าและความหมายของคำว่าอิสระ
คนรู้จักของผมคนหนึ่งตกงาน และนั่นเป็นโอกาสให้เขาได้ค้นคว้าและค้นพบความฝันที่เขาทำหล่นหายไปหลายปี
ปัญหาไม่ใช่เรื่องดี แต่คนที่ดีเวลาเจอปัญหาได้ถือว่าเป็นสุดยอด เพราะฉะนั้น ขอให้ผู้อ่านทุกคนรู้ไว้ว่า ชีวิตคุณไม่ได้มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงแค่คำตอบเดียว ใช่ไหม
ไม่รู้ว่าชายคนนี้กลายเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เขากลายเป็นนักธุรกิจที่กลายเป็นไอดอลของทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ไปแล้ว คุณตัน โออิชิ ผู้ผ่านประสบการในการทำธุรกิจมาอย่างโชกโชน ตั้งแต่การเริ่มต้นทำธุรกิจแล้วก็เจ๊งจนกระทั่งประสบความสำเร็จกลายเป็นเศรษฐีที่คนไทยส่วนใหญ่ "รัก" มากที่สุดคนหนึ่ง
ความน่ารักของคุณตันไม่ได้เป็นการที่เขาพยายามทำตัวเองให้มีชื่อเสียงจากธุรกิจเท่านั้น แต่วิธีคิด วิธีตัดสินใจ รวมไปถึงวิธีการคืนกำไรสู่สังคมทำให้นอกจากเขาเป็นคนที่รวยตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว เขายังกลายเป็นคนที่รวยตามหลักพุทธศาสตร์ด้วย ตอนที่โรงงานใหม่ของคุณตันถูกน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม ข่าวช่อง 3 ได้ไปเก็บภาพจากโรงงานของคุณตัน ซึ่งภาพที่ได้คือเครื่องจักรนั้นต้องปิดตัวลงจากการถูกน้ำท่วม แต่สิ่งที่เครื่องจักรผลิตกลับไม่ใช่สินค้าที่ควรจะเป็น แต่มันเป็นน้ำดื่มเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม คนเห็นภาพนั้นแล้วทราบซึ้ง ก็เลยเกิดกระแสอุดหนุน อิจิตัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือคุณตันเป็นการตอบแทน
การให้สำคัญกว่าการรับ คุณตันพิสูจน์ให้เห็นแล้ว
เพราะฉะนั้น ผมจะขอเอาคำคมบางส่วนจากหนังสือ วิถีไม่ตัน ฉบับตัน ภาสกรนทีมาเผยแพร่ให้เพื่อนๆนักอ่านได้อ่านกัน อย่าลืมนะครับ การให้สำคัญกว่าการรับ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณตันได้เห็นผมลอกข้อความหนังสือของคุณตันมาเผยแพร่โดยไม่ได้ขออนุญาต ก็อย่ามาเก็บค่าลิขสิทธิ์จากผมเลยนะครับ

ผมเชื่อเสมอว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นได้
บางครั้ง เราดูเหมือนว่าเราจะขาดทุนหรือเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ในที่สุดจะวินวินร่วมกันทั้งสองฝ่าย เมื่อเขาได้ใจจากเรา เขาก็ให้ใจกลับคืนมา
"จิกลี่เม้ง แป๊ปลี่ทง" ถ้าเข้าใจหลักการหนึ่ง อีกร้อยเรื่องก็ไม่มีปัญหา
ความสำเร็จไม่อยู่ที่เริ่มต้นที่เงินเท่าไหร่ มีเงิน ไม่มีเงิน ไม่สำคัญเท่ากับมี "ปัญญา" และ " ประสบการณ์" เป็นทุนติดตัว
ตอนเริ่มต้นธุรกิจ ผมไม่ได้มีอะไรเหนือไปกว่าคนอื่นๆ แต่เพราะเชื่อในชัยชนะปลายจมูก ผมจึงแตกต่าง ด้วยวิธีคิดและทำมากกว่าคนอื่นอีก "นิดหนึ่ง" เสมอ
ผมได้ประสบการณ์ทำธุรกิจ "เบ็ดสองอัน ตกปลาแค่ตัวเดียว" มาจากการตกปลา จะไปด้วยกันให้สนุก มันต้องต่างคนต่างได้ปลา
ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่า เงินเป็นได้ทั้งความทุกข์และความสุข
หลายคนติดกับดักชีวิต เพราะเลือกใช้ชีวิตเหมือน หนูถีบจักร วิ่งไปแค่ไหนก็ยังย่ำอยู่กับที่ เพราะเสียเวลาทำให้สิ่งซ้ำๆ ทำในสิ่งที่ไม่ได้พัฒนาตนเอง
การเริ่มต้นธุรกิจ มีทั้งข้อที่ต้องมี กับข้อที่ต้องทำ ข้อที่ต้องมี คือ ใจสู้หรือเปล่า พร้อมที่จะไม่กลัวปัญหาแล้วหรือยัง
กฏของการประสบความสำเร็จ ความสำเร็จในธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ใครคิดได้ก่อนใคร คุณเริ่มทำก่อน หรือใครทำมากกว่า แต่ทั้งหมดคือการมุ่งมั่นทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ยอมแพ้
ทุกครั้งที่เจอกับปัญหา เราจะมีประสบการณ์มากขึ้นและเรียนรู้ว่าจะแก้สมการติดลบให้เป็นบวกด้วยยุทธวิธีไหน
ในยามสถานการณ์คับขัน "คลังสมอง" ของเราจะเปิดลิ้นชักหยิบวิธีแก้ไขปัญหาจากทุนความรู้รอบตัวที่เราสั่งสมไว้.. เป็นไปโดยอัตโนมัติ
ผมเชื่อในกฏ ทำดีได้ดี ต้องลำบากก่อนแล้วถึงจะสบาย คนที่จะบุกเบิกธุรกิจใหม่ร่วมกัน ต้องมีความเชื่อแบบเดียวกัน
อะไรคือ 80 เปอร์เซ็นต์ในชีวิตที่เราควรให้น้ำหนัก และอะไรคือ 20 เปอร์เซ็นต์ที่เราควรให้ความสำคัญ
ไม่มีทางที่คุณจะได้ผลลัพธ์ความสำเร็จที่ดีกว่า หากยังคงทำตามทุกอย่างซ้ำรอยเดิม
ความสำเร็จไม่ได้หล่นมาจากฟ้า แต่มีลำดับขั้นตอนที่ต้องอาศัยความตั้งใจ มุ่งมั่น ทุ่มเท และอดทนรอ
และนี่ สำคัญที่สุด
ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง หากมีโอกาส ผมก็ควรทำอะไรบ้าง เพื่อคืนให้กับสังคม ส่งต่อโอกาสให้กับคนรุ่นหลัง
ผมชักเริ่มสงสัยขึ้นทุกทีแล้วครับ ว่าตกลงแล้ว การที่คนเราส่วนใหญ่เข้าวัดทำบุญ นั่นเพราะเรามีความเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมอย่างเหนียวแน่น หรือแท้ที่จริงเราถูกปลูกฝังความเชื่ออะไรบางอย่างภายใต้จิตสำนึกของเรา ภาพลักษณ์ของการทำบุญเท่าที่เรานึกออกคือ การทำบุญเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หลายครั้งมันอยู่ในรูปแบบการเสียสละ แต่ในหลายๆครั้ง การทำบุญถูกนำไปใช้ในรูปแบบของการลงทุน ทำด้วยทรัพย์จำนวนเท่านี้ และขอพรด้วยจำนวนเท่านั้น การทำบุญที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยประสบมา คือความสบายใจที่เกิดขึ้นทั้งก่อน ขณะ และหลังทำบุญ ถ้าหวังมากกว่านี้น่าจะเรียกว่าเป็นความโลภได้
และถ้าคุณได้เคยอ่านหนังสือธรรมะ หรือหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องอิทธิฤทธิ์ของบุญ แล้วก็มีความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ครั้นจะเชื่อก็ดูเหมือนงมงาย ครั้นจะไม่เชื่อก็กลัวถูกกล่าวหาว่าเป็นคนนอกศาสนา เพราะมีแต่คนการันตีๆเอาว่าทำบุญแล้วดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ แต่ไม่มีใครสามารถเอาหลักฐานมาตั้งให้เห็นและจับต้องได้ ทั้งที่ชีวิตนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดี แล้วเราจะเลือกที่จะเชื่อเรื่องของการทำบุญได้อย่างไรถึงจะเรียกได้ว่าเป็นคนฉลาด โดยที่เราสามารถจับต้องได้ มีหลักการและเหตุผล ไม่งมงาย รวมไปถึงสามารถอธิบายได้ตามหลักจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ และศาสนา
ฉะนั้น เรื่องราวในวันนี้ ผมจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่มีตัวตนจริงๆ ที่ได้อานิสงค์จากการทำบุญในปัจจุบันชาติจริง โดยที่เขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ และไม่น่าจะมีความรู้เรื่องกฏแห่งกรรม เรียกได้ว่าเขาอาจจะเป็นคนทำบุญที่ไม่ได้ตั้งความเชื่อพื้นฐานเรื่องการทำบุญเหมือนชาวพุทธเลยด้วยซ้ำ ชีวิตการทำบุญของเขา เริ่มต้นจากศูนย์ ซึ่งแตกต่างกับชาวพุทธที่มีความเชื่อเรื่องการทำบุญเต็มที่เลย แล้วคำถามที่น่าสนใจคือ การทำบุญช่วยอะไรเขาได้บ้าง เขาได้รับอานิสงค์อย่างไรจากการทำบุญ

ภาพจาก freeinfosociety.com
เขาคือผู้โด่งดังจากการก่อตั้งบริษัท Standard Oil และปัจจุบันเป็นคนที่มีบุญคุณต่อคนอีกหลายๆแสนล้านคนในปัจจุบัน เขาคนนั้นมีชื่อว่า John d Rockefeller ครับ
ถ้าคุณอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร น่าสนใจอย่างไร ผมขอเล่าง่ายๆ ว่าเขาเป็นอภิมหาเศรษฐีโครตรวย รวยโครตๆ รวยจนน่าตกใจ เนื่องจากเขาเป็นคนรวยที่หาตัวจับได้ยาก นิสัยของเขาจึงเต็มไปด้วยความร้ายมากเช่นกัน เขาเป็นคนเจ้าอารมณ์ วิตกจริต ชอบเป็นทุกข์ ไม่ยอมปล่อยวางเรื่องราวต่างๆในชีวิต และไม่ให้อภัยคนเลยแม้แต่เรื่องเดียว ด้วยความเครียดต่างๆนาๆที่เขาเป็นคนสร้างเอาไว้ เพียงแค่วัยกลางคน ร่างกายของเขาไม่ต่างอะไรไปจากซากศพเดินได้
นานวันเข้า การทำงานอย่างไม่ปล่อยวางทำให้สุขภาพของเขาทรุดโทรอย่างหนัก เขารับประทานอาหารแทบไม่ได้ ต้องทานอาหารที่ไม่มีใครอยากทานคือ "นมคน" เพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอด ในวินาทีนั้นชายนิสัยเสียแปลงสภาพกลายเป็นมหาเศรษฐีที่น่าอนาจที่สุดในโลกคนหนึ่ง เขาป่วย เขาโดดเดี่ยว เขากำลังจะตาย ไม่มีใครเข้าใจเขา ไม่มีใครเหลียวแลเขา ไม่มีโศกเศร้าเสียใจให้เขาแม้วันที่เขาตายลาจากโลกนี้ไป
เมื่อถึงขีดสุดของสุขภาพทั้งกายและใจ แพทย์ลงความเห็นให้เขาเลิกใช้ชีวิตของเขากับธุรกิจ ถ้าเขายังไม่เปลี่ยนแปลงนิสัย ความตายจะมาเยือนเขาอย่างรวดเร็วแน่นอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่แพทย์สามารถมอบให้ได้คือคำแนะนำ แนะนำให้เขา "วางมือ"

และลองเดาสิครับ คนอย่างเขา คนที่คลั่งธุรกิจ เขาตัดสินใจอย่างไร...???
เขาตัดสินใจ แขวนนวมครับ ภาระและหน้าที่ทุกอย่างถูกวางไว้ตรงนั้นเพื่อรักษาชีวิต แต่ถึงเขาวางมือจากการทำงานของเขาก็จริง อุปนิสัยของเขาที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต มันจะหายไปง่ายๆเชียวหรือ ในเมื่อเขาเป็นคนที่ยึดติดขนาดโคม่า คงไม่ง่ายเลยที่จะรักษาชีวิตของเขาด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิตแค่นั้น และความลับที่สำคัญที่สุดที่แม้แต่ตัวเขาเองไม่รู้ก็คือ แพทย์ที่รักษาตัวเขาก็ลงความเห็นว่าเขาจะสามารถมีชีวิตได้อีกประมาณ 2 ปี หมายความว่าเขาอาจจะต้องตายลงด้วยโรคสารพัดที่รุมเร้าอันมาจากนิสัยของเขาเองภายในวัย 54 ปีเท่านั้น
ระหว่างที่เขากำลังทนทุกข์ทรมานจากโรคของเขาที่เขาไม่ต้องการ เขามีเวลามากพอที่จะทำให้เขาเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเองทีละเล็กละน้อย การปล่อยวางจากธุรกิจของเขาทำให้เขาผ่อนคลายขึ้น และความผ่อนคลายนั้นเอง(มั้ง) ที่ทำให้เขาเริ่มคำนึงถึงความผิดพลาดของตัวเองในอดีต และเขาอยากแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยกระทำมา ใช่แล้ว เขาเริ่มนึกถึงคนอื่น เขาเริ่มสงสัยว่าเขาจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ จึงจะสามารถสร้างความสุขให้กับคนทั้งโลกได้
และด้วยความรู้สึกตรงนี้เอง ที่ทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เขาบริจาคเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสาธารณกุศลโดยไม่แสวงหาผลตอบแทน
ในหนังสือที่เขียนถึงเรื่องราวของเขาได้กล่าวถึงขนาดที่ว่า แหล่งที่รับบริจาคเงินของเขาหลายแห่งปฏิเสธที่จะรับเงินของเขา เพราะชื่อเสียงของเขาที่เขาสร้างเอาไว้มีแต่เรื่องเสียๆทั้งนั้น ซึ่งเขาไม่สนใจ เขายังคงบริจาคต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ผมเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะรู้มั้ย ว่าการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้เปลี่ยนแปลงโลกไปมากมายมหาศาลขนาดไหน วงการแพทย์ วงการการศึกษา วงการเศรษฐกิจ สุขภาพ และวงการอื่นๆสามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดได้ก็เพราะเขา
เมื่อเขาบริจาคจนอื่มตัว เขาก็ตั้งมูลนิธิของเขาขึ้นมา ชื่อมูลนิธิร็อคกี้ เฟลเลอร์ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บให้กับคนทั้งโลก เป็นบุญใหญ่ มหากุศล
มาเข้าคำถามสำคัญ เขาได้รับอะไรจากการบริจาคอย่างไม่แสวงหาผลตอบแทน คนใกล้ชิดเขาทุกคน ต่างพากันประหลาดใจเป็นอย่างมาก จากคนที่มีนิสัยสุดโต่งทางด้านความทุกข์ กลายมาเป็นคนที่มีความสุขจากการให้ เขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แม้กระทั่งวันที่ธุรกิจของเขาที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือถึงวันล่มสลาย เขาก็ยังคงสามารถมีความสุขไม่ทุกข์ร้อน ไม่ยี่ระต่อเรื่องราวที่สามารถทำให้เขาทุกข์อีกต่อไป
เข้าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการเอาชนะความทุกข์ของเขา...???
แพทย์ที่รักษาเขาเคยพยากรณ์ไว้ว่าเขาไม่น่าจะมีอายุเกิน 54 ปี แล้วรู้ไหมครับ เขาเสียชีวิตตอนอายุเท่าไหร่
98 ปีครับ !!! จากคนใกล้ตายด้วยโรคร้ายในวัยกลางคน กลับเป็นคนที่มีอายุยาวนานถึง 98 ปี !!!
แล้วถามว่าภาพลักษณ์ของเขาที่ยังคนตราตรึงอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร ก็ลองไปค้นหาใน Google ดูสิครับ ว่าเขามีคนให้ร้ายกับยกย่องอย่างไหนมากกว่า ความดีของเขาไม่ได้แค่ได้ชื่อว่าทำบุญ แต่คือการเสียสละโดยเห็นผลประโยชน์ของคนอื่นมากกว่าตนเองต่างหาก
แล้วทางจิตวิทยากับทางวิทยาศาสตร์หละ รองรับเรื่องราวที่น่าจะเป็นเรื่องปาฏิหาริย์อย่างนี้ได้หรือเปล่า ทำไมคนใกล้ตายถึงสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้จากการทำบุญ เกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร และทำไม คำตอบเดียวที่ผมรู้เรื่องนี้ก็คือ เพราะจิตอยู่เหนือร่างกายครับ ถ้าจิตดี ร่างกายก็มีเชื้อเพลิงที่ดีด้วย จิตที่เบาสบายและมีความสุขจากการทำบุญและความสงบถือเป็นจิตใจที่มีคุณภาพ ซึ่งแตกต่างจากจิตที่คิดแต่จะเอาเพียงอย่างเดียว ลองสังเกตให้ดีนะครับ เวลาเราทำบุญ จิตของเราเป็นอย่างไร ความสบายใจมากมายขนาดนั้น นั่นคือมหากุศลที่เราได้ร่วมกระทำแล้วครับ
John d Rockefeller เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2382 ตายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2458











